โรงไฟฟ้าวังน้อย · Wangnoi Power Plant
ข่าวสารและกิจกรรม
09 พฤษภาคม 2560
อฟว. นำทีมคณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าวังน้อย หารือแนวทางความร่วมมือด้านงานวิจัยกับคณาจารย์ของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน และระบบกักเก็บพลังงาน ผ่านการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 นายไพฑูรย์ ตั้งจิตร่วมบุญ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าวังน้อย (อฟว.) พร้อมคณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา และผู้ปฏิบัติงานโรงไฟฟ้าวังน้อย ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือด้านงานวิจัยกับคณาจารย์ของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณ ห้องประชุมชั้น 4 วิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง อาคารเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดี พร้อมด้วย รองคณบดี และอาจารย์ วิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าวังน้อยได้ริเริ่มโครงการพัฒนางานวิจัย โดยมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรให้มีความคิดริเริ่มและความรู้ความสามารถ ผ่านกระบวนการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมและประเทศชาติ โดยหัวข้องานวิจัยและพัฒนาที่โรงไฟฟ้าวังน้อยมุ่งเน้นและได้นำไปหารือร่วมกับคณาจารย์ของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง มี 2 ประเด็น ได้แก่
1) แนวโน้มของธุรกิจพลังงานในปี 2025 โดยจากรายงานของ McKinsey Global Institute ได้ระบุเกี่ยวกับเทคโนโลยี 12 ประเภทที่มีผลกระทบมากในปี 2025 ซึ่งคณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าวังน้อยพิจารณาแล้วพบว่ามีเทคโนโลยี 2 ประเภทที่ส่งผลกระทบต่อ กฟผ. ในอนาคต คือ พลังงานทดแทน (Renewable Energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล กับ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่จะต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพราะพลังงานทดแทน (Renewable Energy) เป็นพลังงานที่ไม่เสถียร หากในอนาคตมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย กฟผ. จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
2) แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (CSV : Creating Shared Value) ซึ่งจะมาแทนที่การทำ CSR ในเชิงประชาสงเคราะห์ โรงไฟฟ้าและชุมชนจะต้องเดินไปด้วยกัน โดยเน้นการสร้างคุณค่าร่วม อยู่ร่วมกับชุมชนแบบ Win-Win ซึ่งโมเดลธุรกิจขององค์กรกับโมเดลธุรกิจของชุมชนจะต้องไปด้วยกันได้
อย่างไรก็ตาม การหารือในครั้งนี้ โรงไฟฟ้าวังน้อยได้ให้ความสนใจเรื่องโซล่าฟาร์ม (Solar Farm) หรือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยปัจจุบัน พบว่า พื้นที่ภาคกลาง การทำโซล่าฟาร์มได้เข้าไปแย่งพื้นที่การเกษตร ประกอบกับเกษตรกรในภาคกลาง นิยมปลูกพืชที่มีราคาสูงในโรงเรือน เช่น เมล่อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงาน และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ดังนั้น โรงไฟฟ้าวังน้อยจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับเซลล์แสงอาทิตย์แบบโปร่งแสงติดตั้งบนหลังคาโรงเรือน โดยพัฒนาเป็นฟิล์มติดบนหลังคาโรงเรือน ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้พลังงานไฟฟ้าแล้วยังมีแสงส่องผ่านหลังคาโรงเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่มีราคาในโรงเรือนได้ เป็นการเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรให้กับชุมชน
เบื้องต้นการประชุมในวันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะต้องมีการประชุมอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุป รวมถึงนำคณาจารย์ของวิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูงลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าวังน้อย เพื่อคัดเลือกหัวข้องานวิจัยที่เหมาะสมต่อไป